.

2006/Dec/07

สามารถอ่านตอนที่1และตอนที่2ตามลิ้งค์ข้างล่างเลยครับ
ท่าที่1:โตขึ้นอยากเป็นอะไร
ท่าที่2:ฉันต้องเป็นทหารจริงๆใช่มั้ย?
.
ท่าที่ 3อ้วน ประสิทธิ์ และ อีกร
.
ภาพประกอบโดย : Alhong(เค้าคนนั้นที่ 90องศา)
.
1 พฤศจิกายน 2548
.
 ณ.ด้านหน้าศาลาประชาคม (ที่นัดหมาย) เหล่าทหารเดินแถวตอนเรียงหนึ่ง
เพื่อที่จะไปขึ้นรถบัสสีเขียว ด้านข้างมีชื่อของสังกัดนั้นๆพ่นด้วยสเปรย์สีขาว 
สองข้างทางรายล้อมไปด้วยเหล่าญาติมิตร บ้างเป็นคนในครอบครัว บ้างก็เป็นเพื่อน 
(สังเกตุเห็นเมียและลูกของหลายคนทีเดียว)คนส่วนใหญ่แถวบ้านฉันจะมีครอบครัว
กันเร็วมาก (ไม่เข้าใจเหมือนกัน) แอบอิจฉาเล็กน้อย
.
     รถคันที่หนึ่งเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ ตามด้วยคันที่ 2 คันที่ 3 ตามลำดับ 
ภายในรถประกอบไปด้วยเหล่าทหารใหม่ และทหารเก่า (อันนี้ดูเอาจากชุดที่ใส่)
แต่ล่ะคนอย่างกะพึ่งผ่านสงครามเวียดนามมา(อุ๊ยเปรียบเทียบซะแก่เชียว.....
แต่ผู้เขียนยังวัยรุ่นอยู่น่ะ)
.
     เอ้าพวกมึงมาร้องเพลงกันหน่อย ดุมาก จะดุไปไหน (สมกับเป็นทหารจริงๆ)
    ร้องเพลงไรเป็นบ้างว่ะ พี่ครับ...พี่ใช้อะไรคิดครับ...จังหวะนี้เนี๊ยน่ะ
จะให้กูร้องเพลง ...กูอยากร้องไห้มากกว่า...เอ้อ ตอนนั้นเซ็งมากๆได้แต่
ด่าแม่หมาอย่างเดียวเลย
.
    ขยายความ ด่าแม่หมา (เป็นภาษาที่คนแถวบ้านฉันใช้บ่อย)คืออาการชนิด
หนึ่งที่มีบางอย่างมาทำให้หงุดหงิด น่ารำคาญ ผลกระทบเมื่อเกิดอาการนี้คือ 
ทำให้ด่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว เช่น ต้นไม้มึงจะเขียวไปไหนเนี๊ย , 
รถทำไมเม่งเสียงดังจังว่ะ , ไอ้คนข้างๆนั่งเงียบอยู่ทำไม ช่วยคุยกะกูหน่อย 
นี่คือ ด่าแม่หมา คำนี้มักจะใช้คู่กับ หมาด่าแม่ ประโยคนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ 
คนนั้นเกิดอาการจน ไม่มีตังก์ จนหมาด่าแม่คือ จนแม้แต่หมายังด่าแม่เลย 
(ทั้งสองประโยคใช้พูดในจังหวะที่ต้องการความตลกมากกว่าจริงจัง)
.
     รถบัสยังทำหน้าที่ของมันต่อไป เป็นการเดินทางครั้งแรกของฉัน ที่ไม่อยาก
ให้ถึงที่หมายเลย อยากจะนั่งมันอยู่อย่างนั้นๆ และอย่างนั้น
    สองข้างทางตอนนี้มีเพียงต้นไม้ใหญ่ เรียงตัวสลับกับบ้านพักอาศัย มองไป
ไร้ซึ่งความรูสึกใดๆ มีเพียงความรู้สึกเดียวตอนนี้กูจะต้องเจอกับอะไร
.
     และแล้วมันก็นำพาฉันมาถึงที่หมาย ด้านหน้าทางเข้ามีทหารรักษาการอย
(จะบอกทำไมก็ค่ายทหารนี่ ใครจะรักษาการหล่ะ) มองไปรอบๆมีเพียงสีเขียว ของ
ต้นไม้และหุบเขาน้อยใหญ่เรียงตัวกันน่ากลัวมาก (ไม่ได้ไปเที่ยวนิ จะให้สนุกได้ไง) 
อย่างกะ brockback mountain ยังไงยังงั้น ต่างกันแค่ไม่มีแกะให้ต้อน 
มีเพียงทหารหาญ(หรือเปล่า)นับร้อยคน(นับเป็นบุญอันน้อยนิดของฉัน
แต่ชาติปางไหนก็ไม่รู้...ดันมีแต่ทหารผู้ชาย...อุอุอุ) แอบโรคจิตนิดนึง 
(แต่ยังไม่ถึงขั้นส่งของลึกลับไปให้ใคร)ประโยคในวงเล็บปรับให้เข้ากับ
สถานการณ์ปัจจุบัน
.
    ก่อนที่จะเข้ามาในค่ายฉันก็พยายามศึกษาเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ทุกอย่าง 
ว่ามันต้องโดนแน่ๆแหละ กับความกดดันทั้งทางร่างกาย และจิตใจทหารต้องเล่นจิตวิทยา
กับเราแน่ๆ (ทำเป็นเก่งเดี๋ยวก็รู้)
.
    เอ้ยพวกมึงทำไรชักช้าว่ะ ลงมาได้แล้ว ไอ้เxxx้ย เสียเวลาฉิบหาย 
อยากโดนหรือไงว่ะ  เสียงขู่จากทหารคนหนึ่ง
          เป็นไงล่ะครับ...ยังไม่ทันลงจากรถก็โดนซะแล้ว
.
    จิตวิทยาข้อที่ 1 : เสียงต้องดัง ต้องดุ (ได้ผลจริงๆรู้สึกกลัวเล็กน้อย )
    ไปเข้าแถวในห้องประชุม ให้ไว ครับใจเย็นๆกูไปแน่ 
    เข้าห้องเสร็จเรียบร้อยเพื่อทำการแยกหมวดและหมู่ และหมายเลขประจำตัว 
ฉันได้หมายเลข 41 อยู่หมวด 2 หมู่ 1
.
    จิตวิทยาข้อที่ 2 : ปริมาณมีผลต่อความรู้สึก
โอ้วแม่เจ้า! ทหารทั้งกองร้อยได้มั่งครับ ยืนล้อมรอบพวกเราไว้ ไม่มีการไม่มี
งานทำกันหรืออย่างไร ทำไมต้องมาต้อนรับกันอย่างนี้(ข้อนี้ถือว่าประสบความสำเร็จครับ
 บรรยากาศน่ากลัวมากๆประหนึ่งพิธีบูชายัญ)
.
    ถอดเสื้อผ้าออกพร้อมวางไว้บนโต๊ะ โอ้วเจ้าแม่! ช่วยด้วย
    เสร็จหลังโดนลงโทษ อะไรอีกเนี๊ยขอกูคิดก่อนได้มั้ย
    ทุกคนพร้อมใจกันถอด เหลือเพียงร่างกายที่ปราศจากสิ่งห่อหุ้มใดๆ
(กรี๊ด!!!!)ตอนนี้น่ะ แต่ตอนนั้นรู้สึกเครียดเล็กน้อย ถือว่าเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่อง
ที่คิดกันมาเป็นอย่างดี ตั้งแต่การตะคอกเสียงดุ การเอาทหารมายืนกดดันกันหลายๆ
คน เพื่อส่งผลต่อตอนจบ ที่จะทำให้ทุกคนอับอายขายขี้หน้าอย่างมาก(แต่ขอบอกว่า
ตอนจบใช้ไม่ได้ผลครับ)เพราะการที่จะทำให้ฉันรู้สึกอายได้นั้น ฉันต้องรู้จักและมี
ความผูกพันกับคนๆนั้นเสียก่อน แต่ตอนนั้นฉันยังไม่รู้จักใคร...อุอุอุ(อนุญาติให้นำ
ไปปรับใช้กับผลัดต่อไปได้)
.
    หลังจากนั้นก็มีทหารรุ่นพี่(ดูจากหน้าตายังอ่